▲NetPan
เกณฑ์และวิธีคิดตัวเลข (ฉบับย่อ)
23 กันยายน 2569
ทุกตัวเลขในระบบมาจากสูตรในหน้านี้ ไม่มีการให้น้ำหนักด้วยความเห็นของใคร ·
ค่าทั้งหมดดึงจากค่าที่ระบบใช้จริงขณะเปิดหน้านี้
ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน — ตัวเลขทั้งหมดคือการคำนวณตามเกณฑ์ที่เขียนไว้
ด้านล่างนี้ ระบบไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวไหนดีหรือควรซื้อ การตัดสินใจและความเสี่ยงเป็นของผู้ใช้เอง
(ดู
เงื่อนไขการใช้งาน)
1. เกณฑ์ราคา (คอลัมน์ “เกณฑ์ราคา ≤”)
เกณฑ์ราคา = ปันผลต่อหุ้นต่อปี ÷ 5%
คือราคาที่ทำให้ผลตอบแทนปันผล (ก่อนภาษี) เท่ากับเป้า 5% พอดี
ราคาตลาดต่ำกว่าเส้นนี้ = ป้าย “ถึงเกณฑ์” ซึ่งแปลว่าราคาต่ำกว่าเส้นที่ตั้งไว้เท่านั้น
ไม่ได้แปลว่าบริษัทดีหรือควรซื้อ
- ปันผลที่ใช้คิดเป็นยอดของปีล่าสุดที่จ่ายครบรอบแล้ว ไม่ใช่ยอดประมาณการ
และตัดปันผลพิเศษออกก่อน
- ตัวที่จ่ายปันผลเกิน 100% ของกำไร ถูกตัดออกจากรายการที่ถึงเกณฑ์เสมอ
เพราะปันผลระดับนั้นมาจากกำไรสะสม ไม่ใช่กำไรปีนั้น
2. ผลตอบแทนหลังภาษี
- Net% = ผลตอบแทนก่อนภาษี × (1 − 10%) — หักภาษี ณ ที่จ่ายของปันผลหุ้นไทย
- หลังขอคืนภาษี = ปันผล × 1.25 × (1 − ฐานภาษีของคุณ) สำหรับส่วนที่มาจาก
กำไรที่เสียภาษีนิติบุคคล 20% แล้ว · ตัวคูณ 1.25 มาจากเครดิตภาษี
20/80
- สัดส่วน “ส่วนที่เสียภาษีแล้ว” อนุมานจากอัตราหักจริงในสเตทเมนต์ของคุณ
ไม่ได้เดา — หักน้อยกว่า 10% แปลว่าบางส่วนมาจากกำไรที่ได้ยกเว้นภาษี
- ไม่มีเครดิตภาษี: REIT · DR (ต่างประเทศ) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน — กลุ่มนี้ไม่ใช่บริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคล
3. คะแนนคุณภาพปันผล (0–100)
คิดจากประวัติปันผลรายปีย้อนหลังของหุ้นตัวนั้นล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับราคาหุ้น
วัดสองเรื่องคู่กัน: จ่ายสม่ำเสมอแค่ไหน และ ปันผลโตทันเงินเฟ้อหรือเปล่า
แล้วคูณด้วยตัวลดความเสี่ยงจากอัตราจ่ายต่อกำไร
| ส่วนประกอบ | น้ำหนัก | วัดอะไร |
| จ่ายครบทุกปี | 35% |
กี่ปีจากที่ดูทั้งหมดที่จ่ายจริง |
| ไม่ค่อยลดปันผล * | 25% |
จำนวนครั้งที่ลดลงจากปีก่อน |
| ตอนลดไม่ลดหนัก * | 25% |
ครั้งที่ลดแรงที่สุดลดกี่ % |
| ปันผลโตจริงหลังเงินเฟ้อ | 15% |
อัตราโตของปันผล ลบ เงินเฟ้อของช่วงเดียวกัน |
* สองข้อนี้ถ่วงตามหลักฐานที่มีจริง — หุ้นที่เพิ่งจ่ายปันผลได้ไม่กี่ปี
ยัง “ไม่เคยลด” โดยอัตโนมัติเพราะยังไม่มีประวัติมากพอจะลด ถ้าให้เต็มก็เท่ากับ
แจกคะแนนฟรีให้ตัวที่ยังพิสูจน์ตัวไม่ได้ ระบบจึงนับจำนวนครั้งที่มีโอกาสจะลด
(คู่ปีติดกันที่ปีก่อนหน้าจ่ายจริง) แล้วดึงคะแนนสองข้อนี้เข้าหากลางตามสัดส่วนที่ยังขาด
· ดึงเข้ากลางทั้งสองทาง ตัวที่ประวัติสั้นและเคยลดก็ถูกดึงขึ้นเหมือนกัน
เพราะหลักฐานน้อยไม่ควรใช้ตัดสินว่าดีหรือแย่
ทำไมต้องมีเรื่องเงินเฟ้อ — เดิมคะแนนวัด “ความสม่ำเสมอ” อย่างเดียว
หุ้นที่จ่ายเท่าเดิมทุกปีจึงได้คะแนนสูง ทั้งที่เงินก้อนนั้นซื้อของได้น้อยลงทุกปี
ตัวอย่างจริงในระบบ: หุ้นที่จ่าย 0.60 บาทเท่ากัน 9 ปีติด เคยได้ 70 คะแนน
ทั้งที่อำนาจซื้อของปันผลนั้นหายไป 11.5% ตลอดช่วงนั้น
- เงินเฟ้อใช้ ดัชนีราคาผู้บริโภคจริงรายปี ของกระทรวงพาณิชย์
และหักด้วยเงินเฟ้อของช่วงเดียวกับที่วัดปันผล ไม่ใช่ตัวเลขคงที่ตัวเดียว
- ต้องมีปีที่จ่ายปันผลจริง ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ถึงจะให้คะแนนได้
- ประวัติไม่ถึงเกณฑ์นั้นนับเป็น 40/100 (ต่ำกว่ามาตรฐาน)
ไม่ใช่ข้ามไป — ไม่งั้นหุ้นที่ยังไม่มีประวัติจะไม่กระทบคะแนนเลยทั้งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
- ประวัติสั้นเกินกว่าจะวัดทิศทางได้
ให้คะแนนส่วน “โตจริง” ครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ศูนย์ — ไม่รู้ ไม่ใช่แย่
- ปันผลพิเศษก้อนโตถูกตัดออกก่อนคิด
ไม่งั้นปีถัดไปจะดูเหมือนหั่นปันผลหนักทั้งที่ปันผลปกติไม่ได้ลด
- ผลลัพธ์คูณด้วยตัวหักแนวโน้มถ้าปันผลกำลังลดต่อเนื่อง — ตัวนี้หักได้อย่างเดียว
ไม่เคยบวกเพิ่ม คะแนนจึงไม่มีทางสูงขึ้นเพราะแนวโน้ม
ตัวเลข “โตจริง” แสดงเป็นบรรทัดเล็กใต้คะแนนในทุกตารางที่มีคอลัมน์คุณภาพ —
เขียวคือปันผลซื้อของได้มากขึ้นทุกปี แดงคืออำนาจซื้อลดลงแม้ปันผลจะไม่ได้ลด
4. คะแนนสุขภาพพอร์ต (เต็ม 100)
วัดว่าเงินปันผลจะเข้ามาสม่ำเสมอแค่ไหน ไม่ได้วัดความผันผวนของราคาหุ้น
ทุกข้อถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าที่ถือจริง
| หัวข้อ | เต็ม | วัดอะไร |
| กระจายเงิน | 25 |
เงินกระจายกี่ตัวเทียบเท่า และตัวใหญ่สุดกินสัดส่วนเท่าไร |
| กระจายแหล่งปันผล | 25 |
ปันผลมาจากกี่ตัวเทียบเท่า และกระจุกที่ไม่กี่ตัวแค่ไหน |
| คุณภาพปันผล | 30 |
ค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพ (ข้อ 3) ถ่วงด้วยมูลค่าที่ถือ |
| กระจายกลุ่มธุรกิจ | 20 |
กลุ่มธุรกิจใหญ่สุดกินสัดส่วนเท่าไร และกระจายได้กี่กลุ่มเทียบเท่า |
เกณฑ์พวกนี้ไม่ได้ตั้งลอย ๆ — ทดสอบด้วยการย้อนประวัติปันผลจริง
22 ตัว ปี 2560–2568 สุ่ม 6,000 พอร์ต
แล้วพบว่าพอร์ตคะแนนสูงกว่ามีโอกาสรายได้ตกแรงน้อยกว่าอย่างชัดเจน
(ตารางเต็มแต่ละช่วงคะแนนแสดงให้ผู้ที่เข้าสู่ระบบแล้ว)
5. แผนซื้อ
- คำนวณจากเป้าสัดส่วนที่ผู้ใช้ตั้งเอง เทียบกับสิ่งที่ถืออยู่ ว่าต้องเติมตัวไหนเท่าไร
จึงจะเข้าใกล้เป้าที่สุด
- ถ่วงน้ำหนักด้วยคะแนนคุณภาพแบบนุ่ม — คุณภาพสูงได้ก่อนเล็กน้อย
แต่มีเพดานทั้งสองทาง เพื่อไม่ให้คะแนนกลบเป้าที่ผู้ใช้ตั้งเอง
- ซื้อเป็นล็อต 100 หุ้น และข้ามตัวที่มูลค่าออเดอร์เล็กเกินไปในรอบนั้น
เพราะค่าคอมจะกินสัดส่วนสูงเกินไป
- ค่าคอมที่ใช้คิดต้นทุนและกำไร = 0.168% (ค่าคอม 0.157% + VAT 7%)
6. ข้อมูลมาจากไหน
ราคาและประวัติปันผลมาจากผู้ให้บริการข้อมูลตลาดหลายแหล่งที่เทียบกันเอง ·
ข้อมูลพอร์ตและผลจับคู่คำสั่งมาจากโบรกของผู้ใช้เองผ่าน Settrade Open API ·
อัตราหักภาษีจริงมาจากสเตทเมนต์ที่ผู้ใช้นำเข้าเอง
ชุดหุ้นในหน้า “พอร์ตอ้างอิง” เป็นชุดตั้งต้นที่ใช้เปรียบเทียบเท่านั้น
ผู้ใช้เพิ่มหุ้นเองและตั้งเป้าของตัวเองได้ทั้งหมด
7. ข้อจำกัดที่ควรรู้
- ปันผลในอดีตไม่รับประกันอนาคต บริษัทลดหรืองดปันผลได้ทุกเมื่อ
- คะแนนทั้งหมดคิดจากปันผล ไม่ได้คิดราคาหุ้นที่อาจลดลงมากกว่าปันผลที่ได้รับ
- ข้อมูลจากแหล่งภายนอกอาจล่าช้าหรือผิดพลาด ก่อนตัดสินใจด้วยเงินจริงควรตรวจกับโบรกอีกครั้ง
- ภาษีที่คำนวณเป็นการประมาณตามข้อมูลที่กรอก ไม่ใช่การให้คำปรึกษาด้านภาษี
เกณฑ์ในหน้านี้ดึงจากค่าที่ระบบใช้จริง ถ้าเราแก้เกณฑ์เมื่อไร หน้านี้เปลี่ยนตามทันที
— ไม่มีเกณฑ์ลับที่ไม่ได้เขียนไว้
หน้านี้เป็นฉบับย่อ — ตัวเลขเกณฑ์ทั้งหมด (จุดตัดของคะแนนแต่ละข้อ ตัวถ่วงน้ำหนักในแผนซื้อ
ตารางผลทดสอบย้อนหลังรายช่วงคะแนน และแหล่งข้อมูลรายแหล่ง)
แสดงให้ผู้ใช้แพ็ก
Plus ขึ้นไป เห็นครบ เพื่อตรวจสอบคะแนนของพอร์ตตัวเองได้ทุกบรรทัด
·
เข้าสู่ระบบ